รีวิว SONGBIRD โควิด 23 ไวรัสล้างโลก หนังไวรัส(รัก)ระบาด

รีวิว SONGBIRD โควิด 23 ไวรัสล้างโลก หนังไวรัส(รัก)ระบาด

เมื่อวิกฤติไวรัสแพร่ระบาดคุกคามทั้งโลก!! “SONGBIRD โควิด 23 ไวรัสล้างโลก”

รีวิว  Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก เป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับสายบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ เจ้าของผลงานกับ Transformers, A Quiet Place และ The Purge โดยในปีนี้เขากลับมาในหนังไวรัสระบาดที่เข้ากับสถานการณ์ของโลกเป็นอย่างมากกับหนังเรื่องนี้ Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก โดยหนังได้ เคเจ อาปา และ โซเฟีย คาร์สัน มารับบทนำกับหนังเรื่องนี้

Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก จะเล่าถึงเรื่องราวของโลกในอนาคตในปี 2024 ที่ไวรัสโควิด 23 ระบาดร้ายแรงและเริ่มกลายพันธุ์และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก! และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อทั้งโลกจึงต้องอยู่ในภาวะล็อคดาวน์ ใครฝ่าฝืนก็จะถูกรัฐบาลใช้มาตราการรุนแรงปราบปรามทันที แต่แล้วหายนะก็เกิดขึ้นกับ นิโก (เคเจ อาปา) ชายหนุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกัน ต้องไปช่วยเหลือ ซาร่า (โซเฟีย คาร์สัน) แฟนสาวของเขาที่กำลังจะถูกเจ้าหน้าที่บุกมาถึงที่พักหลังถูกต้องสงสัยว่าติดเชื้อ นิโกจึงต้องรีบเดินทางฝ่าไวรัส พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยซาร่าให้ได้ก่อนที่เธอจะถูกส่งตัวไปยังสถานกักกันโรค

Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายได้ถูกเวลาเป็นอย่างมาก เท่าทันกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยในหนังได้มีการดัดแปลงเจ้าตัวไวรัสโควิด ที่ร้ายแรงกว่าในชีวิตจริงหลายเท่า พร้อมสะท้อนปัญหาต่างๆที่จะตามมาหลังจากที่ต้องล็อคดาวน์ประเทศเป็นเวลานาน มันทำให้คนดูเห็นถึง ความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่ม ความหวัง และความรัก โดยหนังเรื่องนี้จะเน้นไปที่ความรักแบบสุดๆ โดยมีสายรัดข้อมือเป็นตัวสำคัญของเรื่อง ชอบตัวละครอย่าง นิโก (ที่รับบทโดย เคเจ อาปา) มาก แสดงออกให้เห็นถึงความพยายามที่จะช่วยคนรักทุกวิธี แม้มีข้อจำกัดทางสังคมที่ต้องเว้นระยะห่างกัน ดูแล้วเหมือนเราไม่ได้ดูหนังไวรัสระบาดเลย เหมือนดูหนังรักสะมากกว่า (555 +) แต่ยังไงหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายของผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ อยู่ดี ที่มีฉากแอ็คชั่นเล็กๆให้ได้ชมกันนิดหน่อยอีกด้วย

เรื่องย่อ ในโลกอนาคตปี 2024 เมื่อไวรัสโควิด 23 ระบาดร้ายแรงเริ่มกลายพันธุ์ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก แต่แล้วหายนะก็บังเกิดกับ นิโก (เคเจ อาปา) ชายหนุ่มผู้มีภูมิคุ้มกัน เมื่อ ซารา (โซเฟีย คาร์สัน) แฟนสาวของเขาที่ไม่เคยมีโอกาสเจอกันอีกเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุไวรัสระบาด กำลังจะถูกเจ้าหน้าที่บุกมาถึงที่พักภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังถูกต้องสงสัยว่าติดเชื้อ นิโกจึงต้องรีบเดินทางฝ่ามฤตยูไวรัสล้างโลกนี้ พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยซาร่าให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ปี2020 (และน่าจะปีนี้ด้วย) เป็นปีแห่งความวิปโยคโศกศัลย์และฉิบหายวายป่วงของวงการภาพยนตร์จริง ๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่า โควิด-19 จากไวรัสตัวหนึ่งจะทำให้ทั้งวงการภาพยนตร์ต้องชะงักตั้งแต่การถ่ายทำ ส่วนเรื่องไหนที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ต้องมาสะดุดเพราะโรงหนังปิด หรือไม่ถ้ากัดฟันฝีนฉาย ก็มีโอกาสเสี่ยงเจ๊งไม่คุ้มทุนอีก เพราะคนดูไม่ค่อยกล้าออกไปนั่งในโรงหนัง คือเรียกได้ว่าง่อยเปลี้ยกันทั้งอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเลย

แต่แม้คนในอุตสาหกรรมหนังหลายคนจะขยาดกับโควิด-19 มากแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดยผู้อำนวยการสร้างชื่อดังอย่างไมเคิล เบย์ ผู้กำกับ Armageddon (1998), Pearl Harbor (2001), The Purge (2013) และแฟรนไชส์หุ่นยนต์ตีกัน Transformers (2007-2017) คือไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแกคิดยังไงนะครับ เพราะช่วงโควิดระบาด แทนที่พี่เบย์จะหยุดพักกองในช่วงล็อกดาวน์เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการติดโควิด พี่แกดันอยากใช้เมืองลอสแองเจลิสที่กำลังเงียบเชียบจากมาตรการล็อกดาวน์ในปีที่แล้ว เป็นโลเกชันหลัก ๆ ในการถ่ายทำและเป็นฉากดำเนินเรื่อง เพื่อให้ได้บรรยากาศล็อกดาวน์ที่สมจริงสมจัง

แต่แน่นอนแหละ ใครมันจะไปอนุญาต 555 จนกระทั่งในที่สุด ทีมงานก็ได้อนุญาตให้ถ่ายทำ โดยทีมงานได้เลือกลอสแองเจลิสเป็นสถานที่เดียวในการถ่ายทำ และใช้เวลาถ่ายทำเพียง 4 เดือน เรียกได้ว่ากลายเป็นหนังเรื่องแรก ๆ เลยที่ถ่ายเสร็จหลังช่วงการล็อกดาวน์ โชคยังดีที่ไม่มีใครในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ชิงติดโควิด-19 ไปก่อนที่โควิด 23 จะมาถึงจริง ๆ

พล็อตสั้น ๆ ของหนังเรื่อง “นกร้องเพลง” ก็คือโลกในอีก 3-4 ข้างหน้านี่แหละครับ ในปี 2024 แน่นอนว่าเชื้อไวรัสโควิดยังคงอยู่ แถมทะลึ่งกลายพันธ์ุในชื่อใหม่ว่า โควิด-23 ที่ร้ายแรงกว่าเดิม คนตายไปนับร้อยล้านคน ก็เลยต้องประกาศล็อกดาวน์และการใช้เคอร์ฟิว จำกัดพื้นที่ คนติดเชื้อต้องถูกควบคุมตัวส่งไปอยู่ในคิวโซน ค่ายกักกันแบบปิดตาย

รวมถึงห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานโดยไม่จำเป็น คนที่มีภูมิต้านทานโควิด 23 ที่มีป้ายข้อมือสีเหลืองที่มีแถบเก็บข้อมูลดิจิทัลเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ออกนอกบ้าน หรือนอกพื้นที่ได้ และรัฐบาลมีสิทธิ์ใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาดได้ทุกเมื่อสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

ตัวละครหลักของเรื่องก็คือไอ้หนุ่มนิโก พนักงานส่งของด้วยจักรยานผู้มีภูมิต้านทานไวรัส ที่ได้พบรักกับซารา หญิงสาวในอพาร์ตเมนต์ที่อาศัยอยู่กับยาย แต่ทั้งคู่ไม่สามารถออกมาเจอกัน หรือมีสัมพันธ์ทางกายได้อีกเลยนับจากประกาศล็อกดาวน์ จนเมื่อวันหนึ่ง ซาราถูกสงสัยว่าอาจติดเชื้อโควิด 23 นิโกจึงต้องหาทางช่วยซาราให้รอดพ้นจากเงื้อมมือการควบคุมของภาครัฐที่โคตรเข้มงวด หนีออกไปจากลอสแองเจลิสให้ได้ พร้อมกับต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดันของการไล่ล่า การควบคุม และเชื้อโควิด 23 ที่ร้ายแรงในระดับที่ถ้าติดก็ทำใจได้เลยว่าต้องตายแน่ ๆ ภายใน 48 ชั่วโมง

จริง ๆ ตัวหนังพยายามที่จะขับเน้นความเป็นไซไฟ-ดิสโทเปียที่บวกความโรแมนติกเข้าไป ซึ่งเอาจริง ๆ ผมคิดว่า มันมีศักยภาพพอที่จะทำให้มันกลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ดูสนุกและจริงจังได้นะครับ สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับหนังเรื่องนี้คือ การหยิบเอากิมมิกจากสถานการณ์โควิด-19 และธีมของ New Normal มาต่อยอดให้มีความเป็นไซไฟได้น่าสนใจและใกล้ตัวมาก ๆ

การคิดต่อยอดว่า ในอนาคตอีก 3-4 ปีข้างหน้า ชีวิตและเทคโนโลยีที่เราใช้มันจะเป็นอย่างไรบ้าง การตรวจหาไวรัสจะทันสมัยโคตร ๆ ชนิดที่ใช้สมาร์ตโฟนสแกนหน้าก็ตรวจได้ หรือตู้ไปรษณีย์ต่อไปจะติดระบบยูวีเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสได้ และเปิดได้จากทั้งในและนอกบ้านเพื่อลดการเข้าออกบ้านโดยไม่จำเป็น

ในขณะที่ต่อไป การสัมผัส การจับมือ การกอด การจูบ หรือแม้แต่มีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า จะกลายเป็นเรื่องย้อนยุค (Nostalgia) ที่หลายคนโหยหา แต่ไม่กล้าทำ รวมถึงการควบคุมตัวของภาครัฐที่พยายามควบคุมโรคด้วยมาตรการขั้นรุนแรง การคุมตัวคนติดไวรัสเข้าสถานกักกันที่สภาพโหดร้ายยิ่งกว่าคุก นี่ถือเป็นจุดที่ผมคิดว่า น่าสนใจมาก และคิดว่า ถ้าโควิด-19 มันยังระบาด อีกหน่อยสภาพชีวิตและบ้านเมืองก็คงจะประมาณนี้แหละ ดูหนังออนไลน์

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *